Changeling (2008) กระชากปมปริศนาคดีอำพราง

เนื้อเรื่องย่อ Changeling กระชากปมปริศนาคดีอำพราง ที่นำมาให้อ่านกันวันนี้ สรุปย่อเรื่องราว จริงๆเพื่อนผมซื้อดีวีดีหนังเรื่องนี้มาฝากตั้งแต่ประมาณปีใหม่แล้วล่ะครับ ..แต่ไม่มีโอกาสได้หยิบขึ้นมาดูซักที เพราะผมก็พอจะรู้เรื่องราวของหนังมาบ้างว่าสร้างมาจากเรื่องจริง ..ผมก็เลยเดาเอาเองว่ามันน่าจะเป็นหนังกึ่งสารคดี เพราะเค้าคงไม่บิดเบือนเนื้อเรื่องให้ห่างจากความเป็นจริงมากนัก ..และเพราะงั้น มันจึงน่าจะต้องเป็น หนังพูด ..ซึ่งสำหรับผมต้องให้เวลากับมันถึงสองหรือสามเท่าของเวลาจริงของหนัง(หรืออาจจะมากกว่า) เพื่อจะเข้าใจทุกสิ่งที่เค้าต้องการจะสื่อออกมา ..เพราะหนังประเภทนี้มันไม่เหมือน Transformer ไม่เหมือน Taken ไม่เหมือน Eagle Eye หรือหนังแนวๆที่ผมชอบดูอ่ะครับ ..เพราะอันนั้นหนังเค้าจะเล่าด้วยภาพ ..ถึงฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็ยังสามารถสนุกไปกับฉากแอ็คชั่นต่างๆในหนังได้ แต่หนังแนวนี้มันไม่ใช่ !!!!! (อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดเอาเองนะ) Changeling ก็อย่างที่บอกครับว่าสร้างมาจากเหตุการณ์จริงใน ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1928 เป็นเรื่องของผู้หญิงที่ชื่อว่า คริสติน คอลลินส์ ขอไม่พูดถึงในแง่รูปคดี หรือเรื่องราวต่างๆในสมัยนั้นนะครับ ..เพราะผมก็ไม่ได้หาข้อมูลตรงนี้มา ..ผมไม่ทราบว่าสภาพสังคมของอเมริกาตอนนั้นเป็นยังไง ..ผมขอพูดถึงเฉพาะสิ่งที่ผมได้รับมาจากในหนังแล้วกัน ..หนังตีแผ่ให้เห็นถึงความบ้าอำนาจของตำรวจ ทั้งในแง่ของการหาประโยชน์จากอำนาจหน้าที่ การโกงกิน คอรัปชั่น สร้างเรื่องหรือบิดเบือนเรื่องเพื่อหนีความผิด รวมไปถึงการฆ่าตัดตอนด้วย เรียกว่าเป็นการแฉพฤติกรรมด้านลบของตำรวจในสมัยนั้นอย่างหมดเปลือก(แต่ตำรวจที่ดีๆก็มีนะครับ เดี๋ยวเอาไว้จะพูดถึงต่อไป) เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อวอลเตอร์ คอลลินส์ ลูกชายวัย 9ขวบของคริสตินหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในค่ำวันนึงหลังจากที่เธอกลับมาจากการทำงาน ..เธอใช้เวลาทั้งคืนในการตามหาลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เพราะเธอเหลือวอลเตอร์อยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นหลังจากที่สามีของเธอทิ้งเธอไปตั้งแต่วอลเตอร์ยังไม่ทันลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ(อันนี้ผมเดาจากที่คริสตินคุยกับวอลเตอร์นะครับ) เธอพยายามจะขอความช่วยเหลือจากตำรวจ ..แต่ตำรวจก็ยืนกรานว่าต้องรอให้ครบ 24 ชม.ก่อนจึงจะรับเรื่อง และดำเนินการให้ (ตามกฎหมายถ้าคนหาย ต้องรอให้ครบ 24 ชม.ก่อนจึงแจ้งความได้) เธอจึงรอจนกระทั่งเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาที่บ้านของเธอเพื่อสอบปากคำ และเร่งตามหาวอลเตอร์ ผ่านไปเกือบสองสัปดาห์ เรื่องของคริสตินและลูกก็ได้รับการพูดถึง เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปทั่วทั้งแอลเอตอนนั้นโดยมีนักบุญกุสตาฟ บริกเลบ ผู้ซึ่งเฝ้าดูการทำงานของตำรวจ และคอยปลุกระดมผู้คนที่ต่อต้านระบบตำรวจ รวมไปถึงเป็นแกนนำในการรวมกลุ่มกันของญาติ หรือผู้ที่เคยถูกตำรวจกดขี่ข่มเหง ..คอยเป็นเหมือนกระบอกเสียงในการกระจายข่าวของเธอให้ประชาชนได้รับรู้ จนกระทั่งวันนึงนายตำรวจชื่อเจ.เจ. โจนส์ ก็เข้ามาแจ้งข่าวดีแก่คริสตินว่าพบตัวลูกชายของเธอแล้ว แต่..เรื่องไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ..เพราะเพียงครั้งแรกที่คริสตินพบกับเด็กที่โจนส์อ้างว่าเป็นวอลเตอร์ เธอก็รู้สึกได้ทันทีว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของเธอ ..แต่เด็กคนนั้นก็ยืนกรานหนักแน่นว่าเค้าคือ วอลเตอร์ คอลลินส์จริงๆ ..คริสตินจำต้องรับเด็กคนนั้นกลับมาบ้าน เพียงเพราะเธอเห็นว่าเด็กคนนั้นไม่มีที่ไป แม้ว่าเธอจะยังคงคลางแคลงใจว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่วอลเตอร์ลูกของเธอแน่ๆก็ตาม แต่คำพูด และข้อมูลต่างๆที่เด็กคนนั้นบอกเธอและทุกๆคน ก็ทำให้ยากที่จะบอกว่าเค้าไม่ใช่วอลเตอร์ ..การปิดคดีนี้ของโจนส์ได้สำเร็จ ถือว่าเป็นสิ่งที่กู้ชื่อเสียง และความเชื่อมั่นในกรมตำรวจแอลเอกลับมาได้อีกครั้ง ..ทุกคนต่างร่วมยินดีกับคริสตินและลูกโดยไม่ติดใจสงสัยอะไร คริสตินพาเด็กที่อ้างว่าเป็นวอลเตอร์กลับมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ทั้งที่ยังไม่แน่ใจนักว่าใช่ลูกของเธอจริงๆ ..เธอทำทุกอย่างที่เธอควรจะทำให้วอลเตอร์ ..แต่ยิ่งนานวันคริสตินยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่วอลเตอร์แน่ๆ เธอจึงพยายามเข้าพบโจนส์เพื่ออธิบายความผิดปกติ แต่โจนส์กลับนิ่งเฉย ไม่รับฟังคริสติน แถมยังกล่าวหาว่าจิตของเธอไม่ยอมรับลูกของตัวเอง เพราะเด็กชายหายออกจากบ้านไป 5เดือนย่อมมีการเปลี่ยนแปลงบ้างเป็นธรรมดา ..และเพราะความไม่คุ้นชินกับความเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ความรู้สึกเธอต่อต้านเด็กคนนั้น(ประมาณว่าคริสตินยังโหยหาแต่วอลเตอร์เมื่อ5เดือนก่อนอ่ะครับ) จนเธอเริ่ม “เอือม” กับระบบตำรวจ ..และเวลานั้นเอง นักบุญกุสตาฟก็ติดต่อเข้ามาเพื่อขอพบปะพูดคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้ ..ซึ่งเรื่องกลายเป็นว่าตำรวจพยายามปั่นเรื่องให้คริสตินเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆของวอลเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก ส่วนสูง อารมณ์ ความจำ หรืออื่นๆ ..และนักบุญกุสตาฟก็ได้เล่าเรื่องความเสื่อมโทรมของกรมตำรวจให้เธอฟัง และบอกว่าจะช่วยเหลือเธอทุกอย่าง เพียงแต่เธอกล้าที่จะเผชิญหน้ากับอำนาจของตำรวจเท่านั้น คริสตินเริ่มต้นรวบรวมหลักฐานและพยานด้วยตัวเองอย่างจริงจังโดยความช่วยเหลือของนักบุญกุสตาฟ จนเธอสามารถรวบรวมพยานและหลักฐานที่เชื่อถือได้ และพร้อมที่จะฟ้องกรมตำรวจเพื่อให้ทางกรมตำรวจยอมรับว่าเด็กที่พวกเค้าพามาให้เธอนั้นไม่ใช่วอลเตอร์ลูกชายของเธอ และเรียกร้องให้ทางกรมตำรวจเร่งสืบหาตัวของวอลเตอร์ตัวจริงกลับมาให้เร็วที่สุด ..แต่ด้วยเพราะเธอประกาศต่อสื่อถึงสิ่งที่เธอได้รับมา ซึ่งมันเหมือนเป็นการประจานความผิดพลาดของกรมตำรวจ ..โจนส์จึงได้สั่งให้คนไปนำตัวเธอมาหาเขาเป็นการส่วนตัว และใส่ร้ายว่าเธอจิตไม่ปกติ แยกแยะความจริงกับจินตนาการไม่ได้ ..และการที่เธอไม่ยอมรับลูก เพียงเพราะเธอต้องการมีชีวิตเป็นอิสระ ไร้พันธะ ..ทำให้เธอถูกส่งไปแผนกจิตเวช โรงพยาบาลกลางแอลเอ ในเลขรหัส 12 ซึ่งหมายถึง คนไข้จากกรมตำรวจ ..ซึ่งที่นี่เองเธอได้พบกับคนไข้ที่ถูกส่งมาโดยกรมตำรวจในรหัส 12 เช่นเดียวกับเธออีกหลายคน ขอเล่าตรงนี้นิดนึงนะครับ ..ผมชอบตอนนี้มากเป็นพิเศษ ตอนที่คริสตินคุยกับแครอล เด็กซ์เตอร์ อดีตโสเภณี รหัสคนไข้ 12 เช่นเดียวกับคริสติน ..แครอลเล่าว่าเธอถูกแขกของเธอคนนึงซ้อม เธอจึงไปร้องเรียน ..แต่เพราะแขกคนนั้นเป็นตำรวจ เธอจึงโดนส่งตัวมาที่นี่ ..และเธอก็ยังได้เล่าเรื่องของคนไข้รหัส 12 คนอื่นๆให้คริสตินฟังอีก ..ซึ่งทุกคนล้วนไปทับเส้นตำรวจ จึงถูกส่งตัวมาที่แผนกจิตเวชนี้ทั้งสิ้น ..ตรงนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมบอกว่าชอบนะครับ ..เพราะที่ผมบอกว่าชอบคือที่แครอลแนะนำคริสตินเรื่องการวางตัวในแผนกจิตเวชอ่ะครับ ..ผมชอบที่เค้าเอาแง่นี้ขึ้นมาพูด ..คือคนเราอ่ะ ..ต่อให้ปกติแค่ไหน ถ้าถูกคนอื่นเค้ามองว่าเราเป็นคนบ้า เราก็ต้องเป็นคนบ้าในสายตาเค้าอยู่ดี ..ไม่ว่าเราจะพยายามทำตัวยังไงก็ตาม ..ถ้ายิ่งทำเหมือนคนปกติ เราก็จะยิ่งดูไม่ปกติ ..ถ้าเรายิ้ม เราก็จะดูเหมือนคนบ้าที่ไม่โวยวาย ..แต่ถ้าไม่ยิ้ม ก็จะดูเป็นคนเก็บกด ซึมเซา ..แต่ถ้าทำนิ่งเฉยซะ ก็จะดูเหมือนเราไม่ยินดียินร้ายกับใคร และพร้อมจะคลุ้มคลั่งใส่ใครเมื่อไรก็ได้ ..นั่นเพราะในหัวของคน คนนั้นเค้าเชื่อสนิทแล้วอ่ะครับว่าเราบ้า ..ไม่ว่าเราทำยังไงก็เปลี่ยนความคิดของเค้าไม่ได้ ..นั่งฟังที่เค้าคุยกันก็ เออ..มันก็จริงว่ะ !!!! ..ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าวันนึงผมถูกใครซักคนสร้างเรื่องให้ผมกลายเป็นคนบ้าแล้วถูกส่งตัวเข้าศรีธัญญา ..ผมจะทำยังไงเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้บ้า !!!!!!! ..ถ้าผมไม่ได้คิดเยอะเกินไปนะ ..ผมว่าตอนนี้หนังเค้าพยายามจะสอนอะไรกับผมอยู่ เอาล่ะ ..เข้าเนื้อเรื่องของหนังกันต่อ ในระหว่างที่คริสตินถูกส่งตัวไปที่แผนกจิตเวชตามคำสั่งของโจนส์ ตำรวจนักสืบเลสเตอร์ อีบาร์ร่าก็รับเรื่องเกี่ยวกับการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ..เค้าจึงต้องไปจัดการ และเค้าก็พบกับแซนฟอร์ด คลาร์กเด็กหนุ่มวัย15ปี ชาวแคนาเดียน ..แซนฟอร์ดสารภาพเรื่องของเค้าและญาติของเค้าให้อีบาร์ร่าฟัง ..เป็นเรื่องที่เป็นเหมือนตราบาปในจิตใจของเค้าเอง ..เค้าเล่าว่าญาติของเค้าชื่อกอร์ดอน นอร์ทคอร์ตบังคับให้เค้าต้องฆ่าเด็กคนอื่นๆ ..โดยกอร์ดอนจะไปตระเวนลักพาตัวเด็กในเมืองมา และฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม โดยมีแซนฟอร์ดเป็นผู้ช่วย ..แซนฟอร์ดจึงเหมือนตกนรกทั้งเป็น เค้ารู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่สามารถหนีไปไหนได้ เพราะถูกกอร์ดอนขู่ว่าถ้าคิดหนี หรือไม่ช่วยเค้าจัดการเด็กพวกนั้น แซนฟอร์ดก็จะถูกฆ่าด้วย (หนังไม่ได้บอกว่ากอร์ดอนฆ่าเด็กพวกนี้ทำไม ..หรือมีความหลังอะไรเกี่ยวกับเด็กรึเปล่า ..แต่หนังได้สร้างคาแรคเตอร์ให้กอร์ดอนดูโรคจิตๆหน่อย ..ผมจึงเดาว่าน่าจะฆ่าเพื่อความสะใจเท่านั้น) จากการสอบสวน อีบาร์ร่าได้นำรูปเด็กที่ได้รับแจ้งว่าหายตัวไปมาให้แซนฟอร์ดดู และบอกว่ามีใครบ้างที่เค้าพอจะจำหน้าได้ว่าเค้าจับตัวไป ..ซึ่งหนึ่งในหลายๆภาพที่แซนฟอร์ดเลือก ..มีรูปภาพของวอลเตอร์รวมอยู่ด้วย ..อีบาร์ร่าจึงได้ให้แซนฟอร์ดพาไปดูสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งพบกับโครงกระดูกของเด็ก รวมถึงเสื้อผ้าต่างๆถูกฝังไว้จริงตามที่แซนฟอร์ดบอก ..เค้าจึงขยายผลเข้าสอบสวนเด็กที่อ้างตัวว่าเป็นวอลเตอร์ ..พบว่าแท้ที่จริงแล้วเด็กคนนั้นชื่อ อาเธอร์ ฮัทชินส์ ที่ถูกหลอกว่าจะมีการแคสติ้งนักแสดงซึ่งจะทดสอบโดยการแสดงเป็นวอลเตอร์ และเค้าอาจจะได้รับเลือกให้แสดงหนัง และได้ขี่ม้าด้วย ..อาเธอร์จึงยอมที่จะทดสอบบทเป็นวอลเตอร์ในครั้งนี้ ..เมื่อข่าวนี้กระจายออกไป นักบุญกุสตาฟจึงดำเนินการเรื่องขอตัวคริสตินออกจากแผนกจิตเวช และด้วยความช่วยเหลือของ เอส.เอส. ฮาร์น ทนายฝีมือดีที่สุดในเมือง ..พวกเค้าจึงส่งเรื่องเพื่อช่วยเหลือคนไข้ที่แผนกจิตเวชรหัส 12 ออกมาทุกคน รวมทั้งแครอล ผู้ซึ่งยอมถูกทำโทษโดยการช็อตไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือคริสตินไม่ให้ถูกกรอกยาตอนอยู่ในโรงพยาบาลด้วย เรื่องราวของคริสติน ผู้หญิงที่หาญกล้าต่อกรกับอำนาจของกรมตำรวจได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆมากขึ้น ทำให้หลายๆคนที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกรังแกจากกรมตำรวจเริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม และประณามการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบ และเหตุการณ์ก็ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ..จนเบื้องบนต้องออกคำสั่งให้โจนส์ออกมายอมรับผิดเพื่อรักษาเกียรติของกรมตำรวจเอาไว้ ซึ่งตอนแรกเค้าก็ดูเหมือนจะไม่ยอม ..แต่ในชั้นศาล ด้วยฝีมือของฮาร์นทนายคนเก่ง ก็ต้อนโจนส์จนจนมุมจนได้ ..ผลคือโจนส์ถูกพักราชการ ส่วนนายตำรวจอื่นๆที่เกี่ยวข้องก็ได้รับโทษไปตามความผิดที่แต่ละคนก่อขึ้น กอร์ดอน(เกือบลืม 555 ) ถูกจับในแคนาดาหลังจากที่เค้าพยายามหนีไปกบดานที่บ้านน้องสาวของเค้า ..ซึ่งคนที่แจ้งจับคือน้องเขยของเค้านั่นเอง ..ซึ่งตรงนี้แหละที่ผมคิดว่าเค้าจะเฉลยให้เห็นบ้างว่ากอร์ดอนมีปมอะไรเกี่ยวกับเด็กรึเปล่า ..แต่ก็ไม่เห็นเค้าว่าไงเลย !!!!!! ..(หรือเค้าพูดถึง แต่ผมฟังไม่ออกเองก็ไม่รู้นะ 555 หลังๆเริ่มฟังไม่ทัน !!) เค้าถูกตัดสินโทษประหารชีวิตโดยการแขวนคอในอีก 2ปีให้หลัง ..เรื่องเหมือนจะจบลงด้วยดี ..แต่ยังครับ ..กอร์ดอนประกาศต่อหน้าศาลว่าเค้าไม่ได้ฆ่าวอลเตอร์ลูกชายของคริสติน ..อีกทั้งยังกล่าวถ้อยคำที่ดูเหมือนว่าเค้าเองก็เป็นเหยื่อของกรมตำรวจ ไม่ต่างจากคริสติน ..แต่ยังไงก็ตาม ศาลก็ตัดสินให้เค้าจำคุก2ปี เพื่อรอการประหาร 2วันก่อนที่กอร์ดอนจะถูกประหาร ..เค้าได้ส่งจดหมายผ่านฮาร์นถึงคริสติน เพื่อจะขอยอมรับผิดต่อหน้าเธอ ..เพราะเค้ารู้ดีว่าเธอยังคงกระวนกระวายเรื่องลูกชายของเธออยู่ตลอด 2ปีที่ผ่านมา ..แม้จะไม่มีวี่แววอะไรเลยก็ตาม ..เค้าระบุมาในจดหมายว่า หากเค้ายอมพูดความจริง และขอขมาต่อหน้าเธอ อย่างน้อยก็เป็นการไถ่บาป และเพื่อให้เธอทำใจได้ว่าลูกชายของเธอได้ตายไปแล้วจริงๆ ไม่ต้องมารออย่างไร้ความหวังอย่างทุกวันนี้ ..ฮาร์นนำข่าวนี้มาบอกคริสติน และทำเรื่องขอเข้าพบกอร์ดอน ..คริสตินจึงเป็นผู้หญิงคนแรกในรอบ 30ปีที่รัฐบาลยอมให้เข้าพบนักโทษประหาร ..แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร ..แทนที่กอร์ดอนจะทำอย่างที่ระบุไว้ในจดหมาย เค้ากลับพูดจาเลื่อนลอย คล้ายคนเสียสติ(ซึ่งปกติผมก็ว่าเค้าดูเลื่อนลอยอยู่แล้วนะ) และไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธว่าเค้าได้ฆ่าวอลเตอร์หรือไม่ ..เค้าพูดเพียงแค่ เค้าไม่รู้จักวอลเตอร์ คอลลินส์ 5ปีต่อหมาหลังจากที่กอร์ดอนถูกแขวนคอ คริสตินได้รับโทรศัพท์จากลีแอน เคลย์ ที่รู้จักกันในวันไต่สวนคดี ..เพราะลูกชายของเธอ เดวิด เคลย์ก็ถูกกอร์ดอนจับตัวไปเช่นกัน ..และเธอบอกด้วยเสียงอันตื่นเต้นดีใจว่า ทางตำรวจติดต่อมาว่าพบลูกชายของเธอแล้ว ..เธอจึงโทรศัพท์มาบอกคริสตินเพื่อไปหาเดวิดที่สถานีตำรวจด้วยกัน คริสตินเดินทางมาถึงสถานีตำรวจ เธอพบกับลีแอนกับสามีของเธอรออยู่ก่อนแล้วในขณะที่ตำรวจกำลังสอบสวนเดวิดเพื่อยืนยันว่าเป็นเดวิดตัวจริง ..ซึ่งทันทีที่ลีแอนมองเห็นคริสติน เธอก็โผเข้ามาหา และพูดออกมาแทบจะในทันทีว่าเธอแน่ใจว่าเด็กชายที่อยู่ในห้องกระจกนั้นคือเดวิดลูกชายของเธอแน่ๆ จากคำให้การของเดวิด เค้าบอกว่าเค้าถูกจับตัวไปขณะที่เดินกลับจากโรงเรียน และกอร์ดอนก็ขับรถวนไปวนมาหลายรอบจนมาถึงที่ไรงนาของเค้า ..ซึ่งนอกจากเค้าก็ยังมีเด็กอีก4คน คือสองพี่น้องวินสโลว์ เจฟฟรีย์ และที่เค้าจำชื่อได้แม่นที่สุดคือ วอลเตอร์ คอลลินส์ เพราะวอลเตอร์เป็นคนช่วยให้เค้าออกมาจากที่คุมขังนั้นได้ ..แต่เค้าก็ไม่ได้เจอหน้าใครอีกเลย เพราะต่างคนก็ต่างหนีเอาตัวรอด ..โดยตัวของเดวิดเองก็ไปอาศัยอยู่กับผู้หญิงใจดีคนนึงโดยเค้าไม่ได้เล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นให้เธอฟัง ..บอกแต่เพียงว่าเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีที่อยู่ ..และเธอก็ใจดีให้เค้าพักอยู่ด้วย(เพราะว่าเค้ากลัวว่าจะมีคนมาตามจับเค้าอีกอ่ะครับก็เลยไม่กล้าบอก ..กลัวว่าจะถูกหาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนอื่นต้องตายด้วย แล้วอีกอย่างก็กลัวว่าพ่อกับแม่จะเดือดร้อน ..มันเป็นความคิดแบบเด็กๆที่น่ารักดี) ..แต่ที่เค้ายอมออกมาเผยตัวแบบนี้ เพราะเค้าคิดถึงพ่อกับแม่ เค้าคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน ..จึงได้ตัดสินใจออกมา ..ซึ่งลีแอนและสามีที่ฟังอยู่ข้างนอกถึงกับกั้นความปลื้มปิติไว้ไม่อยู่ วิ่งเข้าไปกอดลูกถึงในห้องขัง(ฉากนี้ยอมรับเลยครับว่าน้ำตาซึม ..เด็กที่เล่นเป็นเดวิดเล่นเก่งมาก สีหน้า น้ำเสียง ได้หมดเลย) ..และจากเรื่องราวที่เดวิดเล่านี่เอง ที่ทำให้คริสตินเริ่มมีความหวังที่จะได้เจอวอลเตอร์ ลูกชายของเธออีกครั้ง

ดูหนังไม่ได้รองปิด IPV6 นะครับ ดูวิธีปิดคลิก


Loading...