Apprentice (2016) เพชฌฆาตร้องไห้เป็น

เรื่องย่อ Apprentice เพชฌฆาตร้องไห้เป็น “ให้ตายเถอะ ผมขอดูหนังแบบนี้เป็นครั้งสุดท้าย” ผมพูดกับตัวเองขณะชมภาพยนตร์สัญชสาติสิงคโปร์เรื่อง “Apprentice” หรือในชื่อภาษาไทยว่า “เพชฌฆาตร้องไห้เป็น” ไปได้แค่ไม่ถึงครึ่งเรื่อง ซึ่งจุดนี้ต้องขออธิบายก่อนว่า ตนเองเป็นคนที่ Sensitive กับเรื่องราวของชีวิตของผู้ต้องขังในคุกมาก ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนักโทษที่รอวันประหารนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ส่วนตัวมองว่าการตายแบบรู้วันตายคือความทรมานที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตมนุษย์ เวลาที่นับถอยหลังช้าๆพาเราใกล้ความตายไปวันแล้ววันเล่า และเมื่อเวลานั้นมาถึง ตรงจุดนั้น มันคือความตื่นตระหนก ความหวาดกลัวในขั้นสูงสุด ถึงขนาดขาอ่อน ฉี่แตก ขี้ราดก็มีให้เห็นจนเป็นเรื่องปกติ ไอเราสิ ขนาดเป็นคนดูยังหายใจไม่ทั่วท้องแบบบอกไม่ถูก เชื่อมั้ยว่ามือผมมีแต่เหงื่อในขณะที่กำลังดูหนังเรื่องนี้ !! ใครจะหาว่าเว้อผมก็ไม่ว่า แต่ข้อความทั้งหมดด้านบนนั้นสำหรับผมแล้วมันไม่เกินจริงเลย ซึ่งแม้หนังจะไม่ได้เล่าเรื่องราวของชีวิตนักโทษประหารเป็นหลัก แต่การพูดและเข้าไปสำรวจความรู้สึกของเพชฌฆาตนั้น มันย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงนักโทษและฉากการประหารชีวิต (ในสิงคโปร์เค้าจะประหารชีวิตนักโทษด้วยวิธีแขวนคอ) หนังเริ่มต้นด้วยเรื่องราวทั่วไปของชีวิตนักโทษในเรือนจำ โดยนำเสนอผ่านมุมภาพและคำพูดบางประโยคที่ไม่เยอะแต่ได้ใจความและอารมณ์หนัง ตัดสลับกับชีวิตครอบครัวของ “ไอมาน” ผู้คุมนักโทษที่ในอดีตพ่อของเขาเคยถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอมาก่อน ผ่านไปไม่นานหนังเริ่มพาเราเข้าไปรู้จักชีวิตของเพชฌฆาต ทั้งในแง่ของหน้าที่ความรับผิดชอบและในแง่ของความรู้สึกนึกคิดซึ่งผมชอบประเด็นที่หนังเลือกที่จะนำเสนอความรู้สึกของเพชฌฆาตทั้งในมุมของผู้ที่เคยมีประสบการณ์และมุมของผู้ที่เพิ่งจะได้ทำหน้าที่เป็นครั้งแรก จุดนี้มันทำให้เราได้เห็นความรู้สึกที่แตกต่างของเพชฌฆาตมือเก๋ากับเพชฌฆาตมือใหม่ได้ชัดเจน (ซึ่งหนังทำให้เห็นว่าการฆ่าคนซักคนนั้นมันไม่ง่ายเลยทั้งในด้านของความกระทำและความคิด) จริงๆหนังไม่ได้มีเรื่องราวอะไรมากเลย แต่เน้นไปที่การสำรวจความรู้สึกของเพชฌฆาตมากกว่า แถมยังใส่ประเด็นความลังเล ความไม่แน่ใจเกี่ยวกับคำตัดสินความผิดที่นักโทษได้กระทำ หลายๆอย่างนำความเครียดและกดดังประทังเข้ามาสู่ผู้ชมเรื่อยๆ ไหนจะทำให้เราหดหู่จากเรื่องของครอบครัวนักโทษที่อยู่ภายนอกเรือนจำอีก บอกตรงๆเลยว่าแค่นี้ผมก็แทบจะไม่ไหวแล้ว เอาเป็นว่าหากมีโอกาสได้ไปชมก็มาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้ เพราะถ้าว่ากันด้วยคุณภาพอแล้ว ผมว่าหนังอยู่ในระดับที่คุ้มค่าตั๋วแน่หากตั้งใจที่จะเลือกไปชม แถมหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ได้เป็นตัวแทนหนังเรื่องอื่นๆจากประเทศสิงคโปร์ไปชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมเมื่อปีที่แล้วด้วย ยิ่งไปกว่านั้น หนังยังไปไกลถึงเทศกาลหนังเมืองคานส์ โดยได้ฉายและเข้าแข่งขันในสายการประกวด “Un Certain Regard” ซึ่งป็นสายการประกวดรองลงมาจากสายหลักอีกด้วย (หนังจะเข้าฉายในไทย 30 มีนาคมนี้ครับ)

loading...