12 Angry Men (1957) 12 คนพิพากษา

  เขาว่ากันว่า.. บางขณะชีวิตเราก็เหมือนอยู่บนเส้นด้าย  เด็กหนุ่มในภาพยนตร์
     เรื่อง 12 ANGRY MEN (12 คนพิพากษา) ที่ตกเป็นจำเลยข้อหาฆาตกรรมพ่อ
     ตัวเอง และกำลังรอให้คณะลูกขุน 12 คน พิพากษาว่า เขาคือ ผู้ผิดหรือไม่
     ก็คงเป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
          12 ANGRY MEN  เป็นภาพยนตร์ดราม่าเกี่ยวกับการพิพากษา  ของคณะ
     ลูกขุน 12 คน ที่ต้องพิจารณาคดีฆาตกรรม โดยมีเด็กหนุ่มตกเป็นจำเลยในข้อหา
     ฆาตกรรมพ่อตัวเอง  ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉบับออริจินัล (1957) กำกับโดย Sidney 
     Lumet ที่คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมเรื่องแรกของเทศกาลหนังเบอร์ลินมาแล้ว  
     และที่ได้ดูเป็นฉบับรีเมค (1997)  ภายใต้การกำกับของ William Friedkin ซึ่ง
     ได้ดาราสุดยอดฝีมืออย่าง Jack  Lemmon และ George C. Scott  มาปะทะ
     บทบาทกันอย่างเยี่ยมยอด
          หนังเรื่องนี้มีฉากที่เป็นเมนของเรื่องเพียงฉากเดียวเท่านั้นค่ะ คือ
     ห้องพิจารณาคดีของลูกขุนทั้ง 12 คน  ที่จะต้องถกเถียงกันในห้องนี้ก่อนที่จะ
     ตัดสินใจพิพากษาคดีฆาตกรรมนี้ และในขณะที่หลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าจำเลย
     กระทำผิด  โดยมีทั้งหลักฐานคือ มีด และพยานบุคคลคือ ชายชราที่ให้การ
     ว่าเขาได้ยินเด็กหนุ่มผู้นี้ตะโกนว่า “ฉันจะฆ่าแก”  และวิ่งลงบันไดไป      
     อีกทั้งผู้หญิงที่พักอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องเกิดเหตุก็ให้การว่า  เธอเห็นจำเลย
     กำลังแทงพ่อของเขา  ผ่านกระจกตู้รถไฟที่กำลังวิ่งผ่าน  ดูเหมือนทั้งหลักฐาน
     และพยานบุคคล จะมัดตัวเด็กหนุ่มจำเลยในคดีนี้อย่างดิ้นไม่หลุด
          กฎของการพิพากษา ลูกขุนทั้ง 12 คน จะต้องมีคะแนนเป็นเอกฉันท์ 
     แต่เมื่อการโหวตไม่เป็นไปตามนั้น   11 : 1  คือผลโหวต ที่มีลูกขุนหนึ่งคน
     (Jack  Lemmon ) ไม่คิดว่าเด็กคนนั้นผิด  เขาพยายามวิเคราะห์เหตุการณ์
     ทั้งหมดอีกครั้ง  และให้ความใส่ใจกับคำให้การของพยานบุคคลทั้งสองคน
     ว่าสอดคล้องกับความเป็นจริงได้หรือไม่ คำถามมากมายถูกสงสัย และถกเถียง
     กันอีกครั้ง  แต่หลายคนในคณะลูกขุนมีความเห็นว่า ไม่จำเป็นที่ต้องมาเสียเวลา
     ค้นหาอะไรกันอีกแล้ว  เพราะทั้งหลักฐานและพยาน สรุปได้เลยว่า เด็กคนนั้น
     คือผู้ผิด อย่างแน่นอน  แต่มีการเสนอให้ทุกคนบอกเหตุผลที่ตัดสินจำเลยว่า
     ผิดจริง โดยให้พูดทีละคน  บ้างก็ไม่มีเหตุผล บ้างอ้างว่าประวัติตอนเด็กของ
     เขามาจากสลัม เกเร และเขาโดนพ่อทำร้ายหลายครั้งจึงเป็นแรงจูงใจให้ทำได้
     ความคิดนี้ทำให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างลูกขุนกันเอง เพราะหนึ่งในคณะลูกขุน
     เคยใช้ชีวิตในสลัมมาก่อนเช่นกัน  เขาไม่เห็นด้วยที่จะสรุปด้วยเหตุผลนี้
     เขาเลยขอเปลี่ยนใจโหวตให้เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ผิด ทำให้คะแนนเป็น 10 : 2 
          การพิจารณา ถกเถียงกันระหว่างลูกขุนทั้ง 12 คน มีความกดดันทั้งในเรื่อง
     ของความเห็นที่ไม่ตรงกัน ทั้งวาจาที่ดูถูก และไม่ให้เกียรติกัน จนกลายเป็น
     การใส่อารมณ์ที่รุนแรง จนแทบจะวางมวยในห้องหลายคู่ทีเดียว 
          จากเดิมที่  1  เสียงต้องทำให้ลูกขุนอีก 11 คน เชื่อว่าเด็กคนนั้นไม่ผิดและ
     ค่อยๆ เปลี่ยนใจทีละคนๆ  นั้น ก็เริ่มมีความเห็นว่าเด็กคนนั้นไม่ผิดเพิ่มขึ้น
     ตามลำดับ จาก 11 : 1  เพิ่มเป็น 10 : 2  ,  9 : 3 และ 6 : 6   เมื่อสองฝ่ายมี
     คะแนนเท่ากัน ความกดดันและอุณหภูมิทางอารมณ์ภายในห้องก็ร้อนระอุขึ้น  
     ฝ่ายที่เคยมีคะแนนมากกว่าเริ่มไม่พอใจและใช้วาจารุนแรงในการพูดคุย  
     ลูกขุนที่เชื่อว่าเด็กคนนั้นเป็นผู้ผิด  ถามลูกขุนอีกฝ่ายว่า
     “ถ้าคุณพูดโน้มน้าวให้พวกเราเชื่อ แล้วเด็กคนนั้นเป็นผู้กระทำผิดจริงล่ะ? ” 
     คำถามนี้ทำให้ลูกขุนที่เห็นแย้งหยุดคิด เพราะเขาก็ไม่แน่ใจนัก เพียงแต่เขา
     ต้องการให้มีการวิเคราะห์จากความเป็นจริงและความเป็นไปได้ โดยพิจารณา
     ความน่าเชื่อถือของหลักฐานและพยานที่มีทั้งหมดอีกครั้งเท่านั้น เพราะเขาคิดว่า
     “ เราจะใช้เวลาเพียง 5 นาที ตัดสินชีวิตคนได้อย่างไร ? ”
          หลังจากนั้นก็มีการหยิบยกประเด็นของชายชราที่บอกว่าได้ยินเสียงตะโกน
     ของจำเลยที่ขู่จะฆ่า  ในขณะที่รถไฟกำลังวิ่งนั้น เป็นไปได้หรือ? ว่าเขาจะได้ยิน
     เสียงนั้นจริงๆ  และหญิงที่บอกว่าเห็นจำเลยกำลังแทงพ่อของเขา ก็ดูเหมือนจะเป็น
     คนสายตาไม่ปรกติ  สังเกตจากรอยกดของแว่นข้างจมูก เพราะวันที่ให้การ
     ต่อศาลเธอไม่ใส่แว่นตา และอีกหลายๆ ประเด็น ที่นำมาพิจารณากันอย่าง
     ละเอียดถี่ถ้วน ด้วยระบบความคิดที่เป็นขั้นเป็นตอนบนพื้นฐานของเหตุผล
     ทำให้คะแนนโหวตครั้งสุดท้ายเท่ากับ  12 : 0  โดยคณะลูกขุนทั้ง 12 คน
     พิพากษาว่า เด็กหนุ่มจำเลยในคดีนี้  “เขาไม่ผิด”  ในที่สุด
          ภาพยนตร์ 12 ANGRY MEN  มิใช่มีเพียงบทที่เยี่ยมยอดเท่านั้น  หากแต่
     ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในเรื่องราวของการบริหารจัดการ ทั้งในบทบาท
     การคุมเกมของหัวหน้าคณะลูกขุน  และการทำหน้าที่ของแต่ละคนด้วยความ
     มีสติ  มีเหตุ มีผล และในทางกลับกัน การขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ของ
     ลูกขุนบางคน การปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล และไม่เคารพความเห็น
     ของผู้อื่น ซึ่งล้วนแต่เป็นปมนิสัยที่เราเห็นอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน” ทั้งนั้น
          ต้องเรียนให้ทราบค่ะว่า มีหลายสถาบันการศึกษา และสถาบันฝึกอบรม
     รวมไปถึงหลายๆ องค์กรทั้งของรัฐและเอกชน    ใช้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสื่อ
     การสอนและอบรมสัมมนาอย่างแพร่หลายทีเดียว  เพราะที่เขียนมาทั้งหมดนี้
     ก็เพิ่งไปสัมมนาเรื่องการบริหารจัดการมาเช่นกัน รอบนี้เขาจัดแบบบรรยากาศ
     เธียเตอร์ (อันนี้ชอบมากๆ )  และคิดว่าเป็นเรื่องราวของศิลปะภาพยนตร์ที่ให้
     มุมมองเชิงวิชาการ ที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ

ดูหนังไม่ได้รองปิด IPV6 นะครับ ดูวิธีปิดคลิก


Loading...